จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนอาจทำให้สูญเสียเงินลงทุนได้
คำตอบโดยตรง
มูลค่าที่แท้จริงตามราคาสปอตแบบทั่วไปคือผลประโยชน์จากการใช้สิทธิทันที โดยมีขอบล่างที่ศูนย์ สำหรับคอลคือ I_call=max(S-K,0) และสำหรับพุทคือ I_put=max(K-S,0) เมื่อเลือกราคาออปชัน ณ เวลาเดียวกันเป็น V ส่วนต่างที่เรียกกันว่ามูลค่าตามเวลาคือ E=V-I การแยกส่วนนี้ขึ้นกับราคาเสนอ เพราะราคา bid ราคา offer ราคากึ่งกลาง และราคาแบบจำลองอาจให้ส่วนต่างไม่เท่ากัน
มูลค่าที่แท้จริงไม่ใช่กำไร และส่วนต่างไม่ใช่เงินสดที่ถูกหักในจำนวนคงที่ทุกวัน ออปชันมาตรฐานแบบอเมริกันที่ใช้สิทธิได้ทันทีมักมีขอบล่างเท่ากับมูลค่าจากการใช้สิทธิทันที ก่อนคำนึงถึงความฝืดในตลาด ส่วนออปชันแบบยุโรปใช้สิทธิก่อนกำหนดไม่ได้ ราคาจึงอาจต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงตามสปอตแบบทั่วไปได้อย่างสมเหตุสมผล ตราบใดที่ยังสูงกว่าขอบล่างคิดลดที่ถูกต้อง ดังนั้น E ที่ติดลบจึงเป็นสัญญาณให้ตรวจสอบซึ่งความหมายขึ้นกับรูปแบบ ต้นทุนการถือครอง ข้อมูล และการซื้อขาย ไม่ใช่หลักฐานอาร์บิทราจโดยอัตโนมัติ
ขั้นตอนการทำงานที่ควบคุมได้
- ระบุชุดสัญญาที่แน่นอน เครื่องหมายของสถานะ long หรือ short รูปแบบอเมริกันหรือยุโรป เวลาอ้างอิงของวันหมดอายุและการใช้สิทธิ การชำระด้วยเงินสดหรือส่งมอบจริง ตัวคูณ และสิ่งส่งมอบจริง รวมถึงประกาศการปรับสัญญา
- กำหนดเวลาเดียวกันและบันทึกราคาอ้างอิงของสินทรัพย์ พร้อมราคา bid, offer, ราคากึ่งกลาง หรือราคาแบบจำลองของออปชัน ขนาดที่แสดง และการดำเนินการที่ต้องการ การปิดสถานะ long มักอ้างอิง bid ที่ซื้อขายได้ ส่วนการซื้อใหม่อ้างอิง offer
- คำนวณจำนวนเงินจากการใช้สิทธิตามสัญญาปัจจุบันด้วยสินทรัพย์อ้างอิงหรือสิ่งส่งมอบที่ถูกต้อง สำหรับหุ้นปกติใช้
I_call=max(S-K,0)หรือI_put=max(K-S,0)ส่วนสัญญาที่ปรับแล้วและสัญญาที่ชำระด้วยเงินสดต้องใช้หน่วยและค่าอ้างอิงของตนเอง - คำนวณ
E=V-Iต่อหุ้น ต่อสัญญา และต่อสถานะที่มีเครื่องหมาย พร้อมระบุด้านราคาที่เลือก แยกค่าพรีเมียมแรกเข้า มูลค่าปัจจุบัน และ P/L ออกจากกัน - ทดสอบขอบเขตที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ต้นทุนการถือครองแบบต่อเนื่องคงที่ ขอบเขตแบบยุโรปคือ
C>=max(S*exp(-q*T)-K*exp(-r*T),0)และP>=max(K*exp(-r*T)-S*exp(-q*T),0)ส่วนการวิเคราะห์แบบอเมริกันรวมสิทธิใช้สิทธิทันทีและมูลค่าจากการถือต่อ - สำหรับผู้ถือออปชันแบบอเมริกัน ให้เปรียบเทียบการถือต่อ การขายเพื่อปิด และการใช้สิทธิ โดยใช้ราคาออปชันและหุ้นที่ซื้อขายได้ เงินสดตามราคาใช้สิทธิ เงินปันผล การยืมหุ้น เงินทุน ค่าธรรมเนียม ภาษี และข้อจำกัดบัญชี ผู้เปิดสถานะขายออปชันจะได้รับมอบหมายภาระตามสัญญา ไม่ใช่ผู้เลือกใช้สิทธิ
- กระทบยอดการจับคู่คำสั่งและคำสั่งจริงจนถึงวันหมดอายุ ได้แก่ เวลาซื้อขายสุดท้าย กำหนดเวลาของโบรกเกอร์ ค่าชำระราคาอย่างเป็นทางการและการแก้ไข การส่งมอบเงินสดหรือหุ้น การถูกกำหนดให้ปฏิบัติตามสิทธิ หุ้นคงเหลือ ค่าธรรมเนียม เงินทุน และฐานภาษี
ตัวอย่างการคำนวณ
- การแยกส่วนตามด้านราคาเสนอ: เมื่อ
S=$48,K=$42, bid ของคอล$8.10และ offer$8.30มูลค่าที่แท้จริงคือ$6.00ส่วนต่างสำหรับการปิดสถานะ long คือ$2.10ส่วนต่างสำหรับการซื้อใหม่คือ$2.30และราคากึ่งกลาง$8.20มีส่วนต่าง$2.20แต่ไม่รับประกันว่าจะจับคู่คำสั่งได้ เมื่อM=100การขายที่ bid ได้รับ$810เทียบกับมูลค่ารวมจากการใช้สิทธิทันที$600จึงต่างกัน$210ก่อนค่าธรรมเนียม - ส่วนต่างแบบยุโรปติดลบที่สมเหตุสมผล: พุทแบบยุโรปที่มี
S=80,K=100,T=1,r=5%,q=0และsigma=20%มีราคา16.982362022884มูลค่าที่แท้จริงตามสปอตคือ20ดังนั้นส่วนต่างแบบทั่วไปคือ-3.017637977116แต่D=exp(-0.05)=0.951229424501ขอบล่างแบบยุโรปคือ100*D-80=15.122942450071และราคาสูงกว่าขอบดังกล่าว1.859419572813จึงไม่ได้ละเมิดขอบเขตการไม่มีอาร์บิทราจแบบยุโรป - ขายหรือใช้สิทธิเพื่อรับเงินปันผล: คอลแบบอเมริกันที่ส่งมอบจริงมี
K=$90ราคาหุ้นอ้างอิง$100bid ของคอลที่ซื้อขายได้$12.40offer ของหุ้น$100.05และเงินปันผลวันถัดไป$1.50การใช้สิทธิต้องใช้เงินสดสุทธิ-$90ต่อหุ้นเพื่อรับหุ้น การขายคอลแล้วซื้อหุ้นต้องใช้-$87.65จึงรักษามูลค่าไว้$2.35ต่อหุ้น หรือ$235ต่อสัญญา100หุ้น ก่อนค่าธรรมเนียมและภาษี พร้อมยังถือหุ้นเพื่อรับเงินปันผล เงินปันผลเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้การใช้สิทธิเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด - การชำระด้วยเงินสดอย่างเป็นทางการ: คอลบนดัชนีที่ชำระด้วยเงินสดมี
K=5,000ค่าอย่างเป็นทางการSET=5,032.40,M=100ค่าพรีเมียมแรกเข้า$28.60ค่าธรรมเนียมแรกเข้า$2.50และค่าธรรมเนียมชำระราคา$3.00เงินชำระราคารวมคือ(5,032.40-5,000)*100=$3,240เงินสดค่าพรีเมียมคือ$2,860และ P/L สุทธิคือ$374.50เมื่อชำระราคาสุดท้าย ส่วนต่างเป็นศูนย์ แต่การปิดตามปกติหรือรายการซื้อขายสุดท้ายใช้แทนSETตามสัญญาไม่ได้
ความเสี่ยงและการตรวจสอบ
- ความเสี่ยงด้านตัวตน: ชุดสัญญา ประเภท หรือสินทรัพย์อ้างอิงที่ผิดจะเปลี่ยนสิทธิใช้สิทธิ
- ความเสี่ยงด้านสิ่งส่งมอบ: หุ้นที่ปรับแล้ว เงินสด หน่วย และตัวคูณต้องคำนวณตามสัญญาแต่ละฉบับ
- ความเสี่ยงด้านรูปแบบ: การใช้สิทธิทันทีแบบอเมริกันต่างจากขอบเขตคิดลดแบบยุโรป
- ความเสี่ยงด้านเวลา: ราคาหุ้นและออปชันคนละเวลาสร้างส่วนต่างที่ผิด
- ความเสี่ยงด้านราคา: bid, offer, ราคากึ่งกลาง และราคาแบบจำลองตอบคนละคำถาม
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง: ราคาเก่า ราคาที่ไขว้กัน ส่วนต่างกว้าง หรือขนาดศูนย์อาจซื้อขายไม่ได้
- ความเสี่ยงด้านค่าอ้างอิง: สปอต ฟิวเจอร์ส ETF ค่าชำระราคาอย่างเป็นทางการ และมูลค่าสิ่งส่งมอบที่ปรับแล้วแตกต่างกัน
- ความเสี่ยงด้านเส้นอัตราผลตอบแทน: อัตราดอกเบี้ย การทบต้น และการนับวันมีผลต่อขอบเขตแบบยุโรปและต้นทุนการถือครอง
- ความเสี่ยงด้านเงินปันผล: จำนวน วันขึ้นเครื่องหมาย และวันจ่ายมีผลต่อมูลค่าจากการถือต่อและการใช้สิทธิ
- ความเสี่ยงด้านการยืม: หุ้นที่ยืมยากและรีเบตอาจเปลี่ยนราคาและความคุ้มค่าของการใช้สิทธิ
- ความเสี่ยงด้านอัตราติดลบ: การเปรียบเทียบมูลค่าที่แท้จริงตามสปอตอาจเปลี่ยนในภาวะต้นทุนการถือครองที่ผิดปกติ
- ความเสี่ยงด้านการใช้สิทธิ: การใช้สิทธิทันทีอาจทำให้สูญเสียมูลค่าส่วนต่างที่ยังขายได้
- ความเสี่ยงด้านกำหนดเวลา: กำหนดเวลาของโบรกเกอร์และสำนักหักบัญชีอาจมาก่อนเวลาหมดอายุที่เห็น
- ความเสี่ยงด้านการได้รับมอบหมาย: ผู้เปิดสถานะขายควบคุมไม่ได้ว่าจะได้รับมอบหมายภาระตามสัญญาเมื่อใด
- ความเสี่ยงด้านการชำระราคา: ค่าอย่างเป็นทางการ วิธี AM หรือ PM และการแก้ไขเป็นตัวกำหนดเงินสดสุดท้าย
- ความเสี่ยงด้านการส่งมอบ: การใช้สิทธิแบบส่งมอบจริงก่อให้เกิดเงินสดตามราคาใช้สิทธิและสถานะหุ้น ไม่ใช่เงินสดเท่ามูลค่าที่แท้จริง
- ความเสี่ยงด้านขนาด: อาจสับสนหน่วยต่อหุ้น ต่อสัญญา และต่อสถานะที่มีเครื่องหมาย
- ความเสี่ยงด้านต้นทุน: ค่าธรรมเนียม เงินทุน และภาษีอาจกลับทิศข้อได้เปรียบเล็กน้อยของการขายเมื่อเทียบกับการใช้สิทธิ
- ความเสี่ยงด้าน P/L: มูลค่าที่แท้จริงเป็นบวกไม่ได้ชดเชยค่าพรีเมียมแรกเข้าของผู้ถือ
- ความเสี่ยงด้านแบบจำลอง: IV เส้นทางราคา การกำหนดราคาใหม่จากเหตุการณ์ และ Theta ที่ไม่เป็นเส้นตรงอาจมีผลมากกว่าการผ่านไปของเวลา
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
- “มูลค่าตามเวลาลดลงด้วยจำนวนเงินคงที่ทุกวัน” มูลค่านี้เป็นส่วนต่างที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเงินสดตามกำหนด
- “มูลค่าตามเวลาติดลบทุกกรณีคืออาร์บิทราจฟรี” ต้นทุนการถือครองและข้อจำกัดการใช้สิทธิแบบยุโรปอาจทำให้ส่วนต่างทั่วไปติดลบ
- “ออปชันที่อยู่ในสถานะได้กำไรควรถูกใช้สิทธิทันทีเสมอ” การขายที่ซื้อขายได้อาจรักษามูลค่าได้มากกว่า
- “มูลค่าที่แท้จริงเป็นบวกหมายความว่ารายการซื้อขายมีกำไร” ค่าพรีเมียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียม และกระแสเงินสดจากการป้องกันความเสี่ยงยังเป็นตัวกำหนด P/L
- “ราคาปิดปกติเป็นตัวกำหนดมูลค่าเมื่อหมดอายุเสมอ” ค่าชำระราคาและสิ่งส่งมอบตามสัญญาเป็นตัวกำหนด
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
- OIC Options Basics — นิยามมูลค่าที่แท้จริงและมูลค่าตามเวลาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่ราคาที่ซื้อขายได้หรือขอบเขตเคร่งครัด
- OIC Bid and Ask — ความแตกต่างของด้านราคาเสนอและการซื้อขาย ไม่ใช่การรับประกันสภาพคล่อง
- OIC Exercising Options — ทางเลือกการใช้สิทธิและการขายของผู้ถือ ไม่ใช่คำตัดสินที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบัญชี
- OIC Put/Call Parity — ตรรกะต้นทุนการถือครองและพาริตีแบบยุโรปภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่อาร์บิทราจไร้ความฝืดที่ทำได้จริง
- OCC Characteristics and Risks — สิทธิ หน้าที่ และความเสี่ยงในวงจรสัญญา ไม่ใช่การประเมินมูลค่าปัจจุบัน
- OCC Equity Options Specifications — หลักเกณฑ์มาตรฐานแบบอเมริกัน การส่งมอบจริง และตัวคูณ โดยสัญญาที่ปรับแล้วและผลิตภัณฑ์อื่นต้องตรวจเงื่อนไขแยกต่างหาก
- Cboe Theoretical Options Methodology — หลักเกณฑ์แบบจำลองและรูปแบบที่เผยแพร่ ไม่ใช่การจับคู่คำสั่ง
- Merton, Theory of Rational Option Pricing — ทฤษฎีต้นทุนการถือครอง การใช้สิทธิ และการไม่มีอาร์บิทราจภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่กฎสัญญาหรือภาษีปัจจุบัน